หน้าเว็บ

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วันอิดิ้ลอัฎฮา54(09-11-2554)





        “อัลลอฮุอักบัรๆๆลาอีลาฮาอิ้ลลัลลอฮุวัลลอฮุอักบัรอัลลอฮุอักบัรวาลิ้ลลาฮิลฮัม”
เสียงตักบีร(การสรรเสริญต่อพระผู้เป็นเจ้า)ดังขึ้นทั่วหมู่บ้านผ่านลำโพงมัสยิดในตอนกลางคืนบ่งบอกให้ชาวบ้านทุกคนรู้ว่าวันรุ่งขึ้นเป็นวันอิดิ้ลอัฎฮา(วันตรุษของมุสลิม)
          บรรยากาศอุ่นๆที่ได้รับอานิสงค์มาจากดวงอาทิตย์ในตอนเช้าผสมผสานกับสายหมอกบางๆแถวไหล่เขาทำให้ผู้คนคึกคักกว่าที่เป้นอยู่ในทุกๆวัน
          วันนี้เป็นวันอิดิ้ลอัฎฮาเป็นวันที่มุสลิมทั่วโลกรอคอยเพราะจะได้ทำพิธีกรรมทางศาสนา(เชือดสัตว์พลี)ตามแบบอย่างของท่านศาสดา โดยวันนี้จะมีกิจกรรมหลักๆที่ให้ชาวมุสลิมทำอยู่หนึ่งอย่างนั่นก็คือ การทำกุรบาน(การเชือดสัตว์พลี)บริจาคให้กับคนยากจน คนชรา เด็กกำพร้าฯ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ถูกบัญญัติไว้ให้กับผู้ที่มีความสามารถทำได้ ผมหมายถึงคนมีเงินน่ะ
          การละหมาดในวันอิดิ้ลอัฎฮาปียี้ถูกกำหนดให้ละหมาดในเวลา 7 โมงครึ่ง เพราะเป็นเวลาที่พอดิบพอดีไม่ร้อนจนเกินไปอีกทั้งจะมีให้กับการเชือดกุรบานด้วย บรรยากาศในวันอิดิ้ลอัฎฮาปีนี้ไม่ได้ต่างจากวันอิดิ้ลอัฎฮาในปีก่อนๆที่เต้มไปด้วยผู้คนในหมู่บ้านมารวมตัวกันในลานกว้างๆบริเวณมัสยิดเพื่อมาละหมาด ซึ่งในวันอิดิ้ลอัฎฮาแต่ละปีนั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นวันเชือดกุรบานเท่านั้นแต่ยังเป็นวันรวมญาติอีกด้วย ไม่แปลกเลยว่าทำไมวันนี้ผมจึงไม่คุ้นหน้าคุ้นตากับหลายๆคน เพราะลูกหลานของแต่ละครอบครัวที่ได้จากบ้านไปทำงานที่อื่นไม่มีเวลาได้อยู่บ้าน เลยทำให้ผมไม่ค่อยสู้รู้จักนัก บางคนพามาทั้งครอบครัวทั้งสามีภรรยาลูกเล็กเด็กแดงเต็มไปหมด ผมรู้สึกอุ่นตาอุ่นใจเป็นมากกับบรรยากาศเช่นนี้จะว่าไปแล้วในในระยะเวลาหนึ่งปีหาได้ยากมากที่ลูกหลานจะมารวมตัวกันทั้งหมดหากว่าไม่ใช่เป็นวันนี้หลายๆคนมาพร้อมกับความสุขดูได้จากใบหน้าและรอยยิ้มที่พร้อมจะเป็นพยานให้กับผม
          หลังจากละหมาดเสร็จจะเป็นการจับมือมาอัฟหรือการขอโทษต่อกันในห้วงระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา เด็กจับมือผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่จับมือเด็ก บางคนโอบกอดพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยายและคนสนิทผสมกลมกลืนกับน้ำตาแห่งความสุข
          ที่สนุกกว่าใครๆในทุกๆปีดูท่าจะหนีไม่พ้นเด็กๆที่คอยรับตังและไอติมจากผู้ใหญ่ใจดีที่คอยมาบริจาคกันทุกๆปี เห็นภาพแล้วอดใจไม่ได้ที่จะไม่นึกถึงตอนยังเป็นเด็กที่คอยเข้าแถวเรียงรายมารับตังกันอย่างล้นหลาม บางคนแย่งคนอื่นกลัวตัวเองจะไม่ได้รับสิทธิเหมือนผู้อื่น บางคนฉลาดหน่อยรับตังแล้วแต่มาเข้าแถวอีกนึกว่าผู้ใหญ่เขาจำไม่ได้ พูดแล้วมันก็จริงนั่นแหละใครจะไปจำได้หล่ะเด็กทั้งโขยงหากไม่ใช่ลูกหลานตัวเอง ผมสังเกตเด็กพวกนั้นข้างๆถังไอติม
          หลังจากกิจกรรมภายในบริเวณมัสยิดได้ผ่านพ้นไปก็มาถึงเวลาการเชือดกุรบาน(เชือดสัตว์พลี) ปีนี้บ้านผมไม่ได้เชือดกุรบานเหมือนทุกๆปีเพราะไม่มีตังแต่ยังไงผมก็ได้กินเหมือนทุกๆปีเพราะบ้านย่าและบ้านญาติผมเชือดกุรบานทุกปี พี่ ป้า น้า อาและหมู่คณาญาติพร้อมใจกันมารวมตัวเพื่อมาร่วมด้วยช่วยกันชำแหละเนื้อและช่วยกันทำกับข้าว ปีนี้บ้านย่าผมเชือดสัตว์สองตัวคือแพะกับวัว ซึ่งสัตว์สองประเภทนี้ฮิตติอชาร์ทมากสำหรับคนบ้านผมเพราะเป้นสัตว์ที่ห่ง่ายและกินอร่อย
          ตกค่ำเสียงเรไรดังขึ้นกลางป่า บ้านย่าผมยังครึกครื้นอยู่ดูท่าแล้วยากที่จะเลิกราในส่วนของความสนุกตรงนี้ กลางวันทำเนื้อ กลางคืนทำโรตีแม้แต่แม่ผมก็ยังไปทำทำทั้งไม่เป็นนั่นแหละสนุกสนานกันถ้วนหน้า เสียงแซวจากคนข้างๆดังเจียวจาวเต็มไปหมดหยอกล้อเล่นกันราวกับว่ากลางคืนเป้นเพียงเวลาในนาฬิกาเท่านั้น

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วันนี้ที่บางปลาหมอ





                                                                             
         “ผมเชื่อเหลือเกินว่าความทรงจำทั้งหมดของผมสามารถเล่าเรื่องได้ในขณะที่เสียงชัตเตอร์ดังขึ้น”
          วันนี้เป็นวันหนึ่งที่ผมอยากออกไปถ่ายรูปกับเพื่อน(บัน)ตามปกติวิสัยในตอนเย็น ตามอารมณ์และความรู้สึกที่ได้เรียกร้องเข้ามา สั่งการให้สมองไปบอกต่อกับร่างกายว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องทำตามความรู้สึกของตัวเอง
          วันนี้แสงไม่ค่อยดีนักเมื่อแหงนไปดูท้องฟ้าเห็นเมฆครึ้มราวกับสีหน้าของคนที่เศร้าหมอง เราสองคน(ผมกับบัน)มีความรู้สึกเหมือนกันที่อยากไปถ่ายรูป แต่มีปัญหาอยู่ว่าจะไปถ่ายรูปที่ไหนกัน(เกือบทุกครั้งที่คิดไม่ออกว่าจะไปถ่ายที่ไหนดี) คิดอยู่ตั้งนานสองนานกว่าจะได้สถานที่ถูกใจเหมาะแก่ความทรงจำดีๆเมื่อผ่านพ้นห้วงเวลาในส่วนของตรงนี้ไป ที่คิดนานไม่ใช่ว่าไม่มีที่ไป แต่ที่คิดนานก็เพราะว่า สถานที่ใกล้ๆกับ ม.อ.ปัตตนีพวกเราไปกันหมดทุกที่แล้วเลยรู้สึกเบื่อที่จะไปเหยียบที่ซ้ำๆอีก
          “ เออตูคิดออกแล้วไอรูน บางปลาหมอไงน่าสนใจป่าว ” บันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

          “ เอาไงเอากัน ” ผมพูดตกลงตามคำขอของบัน
   หลังจากนั้นเราทั้งสองก็ออกเดินทางไปตามอัธภาพของสภาพอากาศแวดล้อมที่ไม่ค่อยเต็มใจนัก ระหว่างที่ขับรถไปบางปลาหมอนั้นมีฝูงนกกระยางฝูงหนึ่งอยู่บริเวณนากุ้ง ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นนากุ้งร้างพอมองจากหญ้าที่ขึ้นรกพอสมควรผมได้หยุดรถกะทันหันเพื่อที่จะบันทึกภาพนกกระยาง
          “ บันเมิงเดินเบาๆนะโว้ยเดี่ยวนกกระยางตื่น เตรียมกล้องให้พร้อมอย่ารีบร้อนจนเกินไปและที่สำคัญรอผมด้วย ” ผมบอกบันขณะที่มือกำลังหยิบกล้องขึ้นมาจากกระเป๋า ขณะนั้นบันได้เดินเข้าไปก้าวนึงโผล่หัวให้นกกระยางเห็นจนทำให้นกกระยางตื่นและโบยบินขึ้นท้องฟ้าด้วยความตกใจอย่างรวดเร็วราวกับมัจุราชโผล่หน้ามาเอาชีวิต
       นกกระยางสายตามันดีจังขนาดเราอยู่ห่างกันตั้งไกลประมาณ
2-3 ร้อยเมตรน่าจะได้ คงเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ที่ต้องการเอาตัวรอดหากตอนนั้นผมเป็นนกกระยางผมคงทำอย่างนั้นเช่นกัน ผมคิดอยู่ในใจโดยไม่ได้เอ่ยให้ใครฟัง
          เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราทั้งสองได้ออกเดินทางกันต่อ ขับรถได้ไม่เกิน
5 นาทีก็ถึงจุดหมายของวันนี้แล้ว บนสะพานบ้านบางปลาหมอเราได้ตกลงปลงใจกันเพื่อหยุดรถตรงนี้ เมื่อมองออกไปทางข้างใต้ของสะพาน ก็จะเห็นทางสัญจรของเรือประมงที่ชาวประมงใช้ในการเดินเรือไปออกหากุ้ง หอย ปู ปลา ตามประสาชาวประมง จังหวะนั้นพอดีผมได้หันไปทางฝั่งขวาของคลองเมื่อนับจากทางที่ผมขี่รถมา  เห็นภาพหนึ่งที่อดใจไม่ได้ที่จะเข้าไปเก็บภาพ เก็บความทรงจำระหว่างสองฝั่งคลองเอาไว้ภาพที่ว่านั้นก็คือ ชาวบ้านกำลังร่วมมือกันช่วยซ่อมแซมเรือประมงที่ชำรุด มีทั้งเด็ก วัยรุ่นและผู้ใหญ่ แม้กระทั่งผู้หญิงลูกอ่อนที่กำลังให้นมลูกอยู่ก็ยังมี บางคนทำ บางคนมอง บางคนพูด ซึ่งผมไม่ค่อยได้เจอมากนักตั้งแต่มาเรียน ม.อ.ปัตตานี แต่คิดว่าเรื่องแบบนี้ในชุมชมน่าจะเห็นได้เป็นเนืองๆ ถ่ายรูปไม่ทันเสร็จเมฆครึ้มได้แปรเปลี่ยนเป็นเม็ดฝนเป็นตัวแทนจากฟากฟ้ามาบอกผมว่า วันนี้คงหมดเวลาสนุกแล้ว ราวกับการ์ตุนเทเลแท็บบี้ ที่บอกกับผู้ชมทุกครั้งเมื่อสิ้นสุดรายการ “ หมดเวลาสนุกแล้วซิๆ ” อย่างไงอย่างงั้น เรื่องราวของวันไม่ได้สิ้นสุดเพียงเท่านี้ เราได้ส่งท้ายของวันกันที่ร้านแวมะโรตี นั่งกินน้ำชาร้อนๆ โรตีอุ่นๆ กับบรรยากาศที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยเม็ดฝน มองแล้วกลมกลืนกันซะเหลือเกินกับบรรยากาศเช่นนี้


                                       
                                              




วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ผมเองนายรัตชากร หอมหวล

                
    สวัดดีคับ คุณผู้อ่านผมชื่อนายรัตชากร หอมหวล 5220610019 เรียนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คณะวิทยาการสื่อสาร เอกนิเทศศาสตร์ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นปีที่3 ปกติเป็นคนที่มีนิสัยชอบดูชอบมอง ผมหมายถึงชอบดูชอบมองในเรื่องของตัวหนังสือ ภาพถ่ายหรือว่ามองผ่านเลนส์อะไรประมาณนี้ เพราะรู้สึกว่าความจริงย่อมปรากฎให้ผมเห็นอยู่ตลอดเวลาในขณะที่ผมลั่นช้ตเตอร์ ชีวิตเริ่มเคลื่อนไหวไปตามการหมุนของโลกและเปลี่ยนผันไปตามกาลเวลา ขณะที่ผมยืนนิ่งเพื่อรอโอกาสหยุดโลกด้วยความเร็วชัตเตอร์ มันเป็นสิ่งที่มีความสุขมากสำหรับในการบันทึกความเป็นไปของโลกหรือแม้กระทั่งการอ่านหนังสือของผมมันเปรียบเสมือนกับโลกทั้งใบกำลังเคลื่อนไหวไปตามจินตนาการของผมที่ซ่อนเร้นไปตามความหมายที่มีอยู่ระหว่างบรรทัดให้มีความหมายลึกซึ้งตามอารมณ์ที่ควรจะเป็น